<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="http://hdl.handle.net/123456789/5574" />
  <subtitle />
  <id>http://hdl.handle.net/123456789/5574</id>
  <updated>2026-04-12T13:31:24Z</updated>
  <dc:date>2026-04-12T13:31:24Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การตรวจจับวัตถุในภาพถ่ายทางอากาศด้วยเทคนิคโครงข่ายประสาทเทียม</title>
    <link rel="alternate" href="http://hdl.handle.net/123456789/5614" />
    <author>
      <name>เลื่องลือวุฒิ, วรากร</name>
    </author>
    <author>
      <name>วิริยะศาสตร์, กิตตากร</name>
    </author>
    <author>
      <name>แผ้วเกษม, วิชัย</name>
    </author>
    <author>
      <name>แก้วมงคล, พันธุ์เทพ</name>
    </author>
    <author>
      <name>มิตรเอม, สัญญา</name>
    </author>
    <id>http://hdl.handle.net/123456789/5614</id>
    <updated>2026-02-26T07:30:17Z</updated>
    <published>2026-02-26T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การตรวจจับวัตถุในภาพถ่ายทางอากาศด้วยเทคนิคโครงข่ายประสาทเทียม
Authors: เลื่องลือวุฒิ, วรากร; วิริยะศาสตร์, กิตตากร; แผ้วเกษม, วิชัย; แก้วมงคล, พันธุ์เทพ; มิตรเอม, สัญญา
Abstract: บทความนี้กล่าวถึงการศึกษาการตรวจจับภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเป็นภาพที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) มาวิเคราะห์ด้วยหลักการเรียนรู้ของโครงข่ายประสาทเทียมกับภาพถ่ายทางอากาศ โดยการศึกษานี้ผู้เขียนทบทวนวรรณกรรมด้านการวิเคราะห์ภาพเพื่อการตรวจจับวัตถุ และศึกษาค้นคว้าว่ามีโมเดลใดบ้างที่เหมาะกับงานด้านการตรวจจับวัตถุ โดยเลือกโมเดลตรวจจับ YOLO, RetinaNet และ Fast R-CNN แล้วทำการศึกษาและทำการทดลองว่าการตรวจจับโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับนั้น ควรใช้โมเดลตรวจจับชนิดใดที่สอดคล้องกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับภาพให้เหมาะสม ซึ่งจากผลการทดลองพบว่า ผลการใช้ YOLO มีผล mAP ถึง 58.5% และความไวในการทำงาน 158.13 เฟรมต่อวินาที ซึ่งมีความแม่นยำและความรวดเร็วในการตรวจจับมากกว่าโมเดลตัวอื่น ๆ ที่ใช้ในการทดลองภาพถ่ายทางอากาศของอากาศยานไร้คนขับ</summary>
    <dc:date>2026-02-26T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การวิจัยและพัฒนาจรวดดับเพลิง</title>
    <link rel="alternate" href="http://hdl.handle.net/123456789/5613" />
    <author>
      <name>บุญยะรัตน์, ไพศาล</name>
    </author>
    <author>
      <name>พรชัย, อมร</name>
    </author>
    <author>
      <name>กุหลาบอ่ำ, นิกร</name>
    </author>
    <author>
      <name>จันทิวาเจริญ, พิพัฒน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>กิตินิรันดร์กูล, ธีรภัทร์</name>
    </author>
    <author>
      <name>อนุกูลสัมพันธ์, นิธิ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ศรีโพธิ์, ปัทพงษ์</name>
    </author>
    <id>http://hdl.handle.net/123456789/5613</id>
    <updated>2026-02-26T07:25:54Z</updated>
    <published>2026-02-26T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การวิจัยและพัฒนาจรวดดับเพลิง
Authors: บุญยะรัตน์, ไพศาล; พรชัย, อมร; กุหลาบอ่ำ, นิกร; จันทิวาเจริญ, พิพัฒน์; กิตินิรันดร์กูล, ธีรภัทร์; อนุกูลสัมพันธ์, นิธิ; ศรีโพธิ์, ปัทพงษ์
Abstract: สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้วิจัยและพัฒนารวดดับเพลิง โดยเลือกใช้ดินขับจรวดเชื้อเพลิงแข็ง เพื่อใช้สำหรับเป็นเครื่องมือทางเลือกในการนำส่งสารเคมีผงชนิด ABC 90% เข้าไปปล่อยในกลุ่มเพลิงเป้าหมาย เพื่อลดความรุนแรงของเปลวไฟ ในการสนับสนุนภารกิจการดับเพลิงกับอาคารที่มีความสูงต่ำกว่า 23 เมตร ซึ่งในการวิจัยได้ดำเนินการผลิตและทดสอบจนกระทั่งได้ต้นแบบทั้งในส่วนระบบขับเคลื่อนและระบบการปล่อย กระจายสารดับเพลิง ตลอดจนทำการทดสอบภาคสถิตและภาคพลวัต เพื่อตรวจสอบการทำงานของจรวด และประสิทธิภาพในการหน่วงหรือดับไฟ ผลจากการวิจัย พบว่า ระบบขับเคลื่อนมีการทำงานสมบูรณ์ และมีแรงขับเพียงพอสำหรับขับเคลื่อนจรวดดับเพลิงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 89 มิลลิเมตร ยาว 130 เซนติเมตร น้ำหนักรวมไม่เกิน 7 กิโลกรัม ไปสู่เป้าหมายที่ความสูง 23 เมตร ระยะห่างจากจุดตั้งยิง 100 เมตร ค่าคลาดเคลื่อนคาดคะเน (Probable Error) ไม่เกิน 1.25% ของระยะยิง และสามารถปล่อยกระจายสารดับเพลิง ชนิดผง ABC 90% ประมาณ 3 กิโลกรัมต่อนัด โดยใช้ชุดระบบหน่วงเวลาอิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมพื้นที่ ได้ประมาณ 13 - 30 ตารางเมตร จรวดดับเพลิงสามารถยิงเข้าพื้นที่เป้าหมายโดยการคำนวณจากโปรแกรม อำนวยการยิง และกำหนดเวลาให้สอดคล้องกับพิกัดเป้าหมาย สำหรับประสิทธิภาพในการหน่วงไฟ พบว่า สามารถหน่วงไฟที่กำลังลุกไหม้ในช่วงของปรากฏการณ์ไฟโหมลุกไหม้ (Flashover) ซึ่งมีอุณหภูมิของเปลวเพลิง ในช่วง 500 - 1,000 องศาเซลเซียส ที่กำลังจะเข้าสู่ขั้นการลุกลาม ให้สามารถลดความรุนแรงลง อยู่ในช่วง 200 - 300 องศาเซลเซียสได้ โดยจากการทดสอบกับกองเพลิงจำลองเทียบเคียงกับระดับความสามารถของ เครื่องดับเพลิง 3-A และทดสอบกับกองเพลิงที่มีลักษณะเป็นห้องพักผ่อนหรือที่พักอาศัย โดยมีพื้นที่ห้องขนาด กว้าง 5 เมตร และยาว 7 เมตร พบว่า ต้องใช้จรวดจำนวน 8 นัด จึงจะสามารถลดความรุนแรงของกลุ่มเพลิง จากปรากฏการณ์ไฟโหมลุกไหม้ให้ลดลงเข้าสู่สภาวะที่สามารถเข้าไปจัดการกับกองเพลิงด้วยวิธีการอื่นได้</summary>
    <dc:date>2026-02-26T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การวิเคราะห์ความเค้นความเครียดจากฟองอากาศในเนื้อดินขับเชื้อเพลิงแข็งโดยใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์</title>
    <link rel="alternate" href="http://hdl.handle.net/123456789/5612" />
    <author>
      <name>ปาลสาร, สุรสิทธิ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>โสภณลัคนา, ทวีศักดิ์</name>
    </author>
    <id>http://hdl.handle.net/123456789/5612</id>
    <updated>2026-02-26T07:21:39Z</updated>
    <published>2026-02-26T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การวิเคราะห์ความเค้นความเครียดจากฟองอากาศในเนื้อดินขับเชื้อเพลิงแข็งโดยใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์
Authors: ปาลสาร, สุรสิทธิ์; โสภณลัคนา, ทวีศักดิ์
Abstract: ปัญหาหนึ่งที่พบในการหล่อดินขับจรวด คือ ปัญหาการเกิดฟองอากาศในเนื้อดินขับ ซึ่งส่งผลต่อการรับภาระกรรมของแท่งดินขับจากการใช้งานจรวดในสภาวะต่าง ๆ ความสำเร็จของการใช้งานจรวดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สิ่งหนึ่งคือความแข็งแรงของแท่งดินขับ ค่าความแข็งแรงดินขับประเมินได้จากการสร้างกราฟหลัก ซึ่งได้จากผลการทดสอบการดึงชิ้นงานตัวอย่างดินขับเชื้อเพลิงแข็ง ในงานวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์ความเค้นความเครียดในแท่งเชื้อเพลิงที่มีฟองอากาศอยู่ภายในโดยการใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ ผลการวิเคราะห์กรณีอุณหภูมิสูง 60°C พิจารณาค่าความเครียดสูงสุดจากฟองอากาศ พบว่า ความเครียดต่ำกว่าค่าสูงสุด นั่นคือ ผลของอุณหภูมิและฟองอากาศไม่ได้ทำให้แท่งดินขับเสียหาย ในกรณีความดันภายในมอเตอร์จรวดความเครียดของดินขับก็ยังอยู่ในระดับที่รับได้ และในกรณีความเร่ง 70 g ความเค้นที่ต่ำกว่าค่าสูงสุด โดยที่ค่าความปลอดภัยอยู่ที่ระดับ 1.3 นั่นคือ จากทั้งสามกรณี ความเร่งของจรวดส่งผลต่อดินขับค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัญหาฟองอากาศ ดินขับก็ยังสามารถรับภาระกรรมจากการใช้งานของจรวดได้</summary>
    <dc:date>2026-02-26T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาภาชนะบรรจุสารหน่วงไฟทดแทนจากกระดาษคราฟต์สําหรับเครื่องดับเพลิง</title>
    <link rel="alternate" href="http://hdl.handle.net/123456789/5611" />
    <author>
      <name>จันทน์กะพ้อ, สุวิชา</name>
    </author>
    <author>
      <name>กุลศิริเกษม, วีระชาติ</name>
    </author>
    <id>http://hdl.handle.net/123456789/5611</id>
    <updated>2026-02-26T07:17:31Z</updated>
    <published>2026-02-26T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาภาชนะบรรจุสารหน่วงไฟทดแทนจากกระดาษคราฟต์สําหรับเครื่องดับเพลิง
Authors: จันทน์กะพ้อ, สุวิชา; กุลศิริเกษม, วีระชาติ
Abstract: ในปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่และเครื่องมือในการดับไฟป่าด้วยแนวทางการระงับเหตุเพลิงไหม้จากระยะไกล ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงจากความร้อนและไฟต่อทรัพย์สินและบุคคลได้ดีที่สุด ด้วยเทคโนโลยีเครื่องดับเพลิงในปัจจุบันสามารถนำส่งสารหน่วงไฟด้วยอากาศยานไร้คนขับและจรวดได้ ซึ่งเครื่องดับเพลิงที่นำมาติดตั้งใช้ภาชนะวัสดุโฟมโพลีสไตรีนบรรจุสารหน่วงไฟ เมื่อเกิดการเผาไหม้จะเกิดสารสไตรีนที่เป็นมลพิษและชิ้นส่วนที่เหลือตกค้างย่อยสลายช้ามากส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงมีวัตถุประสงค์ใช้ภาชนะบรรจุสารหน่วงไฟจากวัสดุกระดาษคราฟต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถขึ้นรูปให้มีความแข็งแรงตามที่ต้องการด้วยการออกแบบ จำลองภาระตามหลักการทำงานของเครื่องดับเพลิงเพื่อนำไปสร้างและทดสอบภาคสนาม โดยได้ผลการทดสอบการกระจายตัวของสารหน่วงไฟครอบคลุมพื้นที่ไม่น้อยกว่า 7 ตารางเมตร ซึ่งเป็นไปตามที่กำหนดไว้ ทำให้ได้องค์ความรู้ ทักษะการผลิต และผลการทดสอบคุณสมบัติ ที่สามารถนำไปออกแบบและสร้างภาชนะบรรจุสารหน่วงไฟด้วยกระดาษคราฟต์ ซึ่งสามารถทดแทนภาชนะบรรจุเดิม ทำให้สามารถติดตั้งกับอากาศยานไร้คนขับและจรวดที่มีใช้ปฏิบัติภารกิจในปัจจุบัน</summary>
    <dc:date>2026-02-26T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

